โรคแพนิคคืออะไร อาการโรคแพนิคเป็นแบบไหน เป็นคนขี้ตกใจจะใช่แพนิคหรือเปล่า?

panic disorder, panic attack โรคแพนิค

ในอดีตโรคแพนิค (Panic Disorder) อาจจะไม่ใช่โรคที่คนไทยรู้จักกันมากนัก แต่ด้วยความเครียด และความกดดันในปัจจุบัน โรคแพนิคเลยเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ บางคนแปลคำว่า แพนิค (Panic) ไว้แบบตรงตัวคือ อาการตกใจง่าย หรือขี้ตกใจ หลายคนคิดว่าเป็นอาการของโรคประสาท โรควูบ หรือโรคกังวลและกลัวไปก่อนล่วงหน้า ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนตกใจง่าย ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นโรคแพนิคแต่อย่างใด ดังนั้นลองมาทำความเข้าใจกับโรคแพนิคกันเลยดีกว่า

โรคแพนิค คือ อาการที่เรารู้สึกตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแบบไม่มีสาเหตุ

บางคนเรียกว่า อาการกลัวไปก่อน แม้ว่าไม่ตกอยู่ในอันตรายก็ตาม ดังนั้นไม่ใช่อาการของคนขี้ตกใจแต่อย่างใด อาการแพนิคอาจจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ เวลาเราขึ้นเครื่องบิน หรือแม้แต่แพนิคทุกเช้าก่อนไปทำงานก็เป็นได้ ในทางการแพทย์เองก็ไม่พบสาเหตุที่แท้จริง บางงานวิจัยพบว่าโรคแพนิคอาจเชื่อมโยงกับพันธุกรรม นอกจากนี้โรคแพนิคยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิต รวมถึงอาจจะเป็นผลจากสารเคมีที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทอย่าง Serotonin, Norepinephrine และ Dopamine เกิดความไม่สมดุล ทำให้เกิดอาการเครียด จึงเป็นเหตุให้เกิดอาการแพนิค ดังนั้นใครมีความเครียด วิตกกังวล รวมถึงอาการทางกายอย่าง นอนไม่หลับ กรดไหลย้อน รวมถึงคนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของโรคแพนิคจิตตกได้เช่นกัน

แต่ถ้าใครยังอ่านแล้วงงหรือนึกไม่ออก ลองมาดูเรื่องราวของพอลล่า สาวออฟฟิตวัยทำงาน ซึ่ง HelpGuide Organization นำมาถ่ายทอดได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว
ในขณะที่พอลล่ากำลังเตรียมการนำเสนองานชิ้นสำคัญ แต่จู่ ๆ เธอก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวอย่างรุนแรง จากนั้นห้องก็เริ่มหมุนและเธอรู้สึกหวิว ร่างกายสั่นสะท้าน เริ่มหายใจไม่ออก และหัวใจเต้นเร็วมาก จนเหมือนเธอจะตายซะให้ได้ แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอาการ Panic Attack ต่อมาอาการแพนิคก็เริ่มถี่ขึ้น เธอกลายเป็นคนเก็บตัว ไม่กล้าออกไปข้างนอก แถมยังไม่ยอมขึ้นลิฟต์ไปยังออฟฟิตชั้น 12 เพราะกลัวว่าจะเกิดอาการแพนิคในลิฟต์อีกด้วย

พอลล่า เป็นตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งพบได้ในคนที่มีอาการแพนิคตื่นตระหนกหรือ Panic Attack ที่เกิดขึ้นในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจะเห็นว่าโรคแพนิคนั้น สามารถเกิดกับใคร เวลาไหนก็ได้ ทางที่ดีเราควรเริ่มสังเกตุตัวเองว่ามีสัญญาณหรืออาการที่อาจจะกระตุ้นให้เกิดโรคแพนิคอยู่หรือไม่

บางทีเป็นอาการตื่นตระหนกที่ไม่ได้รุนแรงหรือกินเวลานาน แต่หลายครั้งก็ทำเอาตกใจได้มากทีเดียว เพราะโรคแพนิคมักจะเป็นอาการทางกายภาพ และหลายครั้งก็รุนแรงมาก จนคุณคิดว่ากำลังมีอาการหัวใจวาย หรือกำลังจะตายเลยทีเดียว ปกติโรคแพนิคจะกินเวลาราว ๆ 10 นาที หรือมากสุดไม่เกิน 1 ชั่วโมง แถมยังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลาอีกด้วย

10 อาการโรคแพนิค เมื่อเกิด Panic Attack

  1. หายใจถี่หรือหายใจไม่ออก
  2. ใจหวิว ๆ ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว
  3. เจ็บหน้าอก
  4. เหงื่อออก
  5. คลื่นไส้หรือปวดท้อง
  6. รู้สึกวิงเวียนศีรษะ มึนหัว
  7. มือชาเท้าชา
  8. หายใจไม่อิ่ม มีลมจุกที่คอ
  9. ขาอ่อน ยืนตรงไม่ได้
  10. รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย

โรคแพนิค

สัญญาณเตือนและสาเหตุของโรคแพนิค

สาเหตุที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์นั้นยังคลุมเครือ แต่ถ้าหากเป็นคนที่มีความเครียดสูง ทานยาคลายเครียด ยาต้านวิตกกังวลหรือยาต้านเศร้าอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอาการแพนิคเกิดขึ้นได้ แต่อย่างที่บอกว่าอาการแพนิคเกิดขึ้นได้กับทุกคน บางคนเป็นโรคแพนิคก่อนขึ้นเครื่องบิน บางคนดูปกติดีแต่ก็เกิดแพนิคได้เช่นกัน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแพนิค

แม้ว่าจะยังไม่รู้มูลเหตุของโรคแพนิค แต่จากงานวิจัยพบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคแพนิคได้มากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า และส่วนใหญ่อาการแพนิคจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใหญ่เท่านั้น

วิธีการรักษาโรคแพนิค มีดังต่อไปนี้

  1. พบแพทย์หรือนักบำบัด การบำบัดด้านพฤติกรรม (CBT) การบำบัดวิธีนี้จะช่วยให้เราเปลี่ยนความคิด และจัดการกับความกลัวได้ดีขึ้น
  2. การใช้ยารักษา จิตแพทย์บางท่านอาจจะใช้ยาเข้ามาช่วยอย่างเช่น ยาลดอาการตื่นเต้น ยาแก้วิตกกังวลที่ใช้ในการรักษาโรคตื่นตระหนก อาทิเช่น Selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs), Fluoxetine, Paroxetine, Sertraline เป็นต้น
  3. ฝึกการหายใจ ทางมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกอย่าง Stanford University ได้ทำการศึกษา การฝึกลมหายใจ เพราะพบว่าการหายใจเร็วมีผลกระทบต่อระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งอาจจะกระตุ้นให้เกิดอาการแพนิคได้
  4. งดบุหรี่และคาเฟอีน การสูบบุหรี่และคาเฟอีน สามารถเพิ่มความวิตกกังวล และอาจกระตุ้นให้เกิดอาการตื่นตระหนกได้ การสูบบุหรี่และคาเฟอีนจะไปลดการไหลเวียนของออกซิเจนไปยังสมอง ทำให้หายใจเร็วขึ้นและการสูบฉีดของหัวใจเร็วขึ้น
  5. เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยลดความเครียดแบบธรรมชาติ อาทิเช่น ปลาแซลมอน ที่เสริมสุขภาพสมอง เพราะอุดมด้วยวิตามินดีและกรดไขมันโอเมก้า 3 หรือเลือกดื่มชาเขียว เพราะมีสาร L-theanine ซึ่งช่วยลดระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด
  6. วิตามินและอาหารเสริม ถ้าใครไม่มีเวลาซื้อหรือทำอาหารดี ๆ ทาน แนะนำให้ลอง MoodBoost อาหารเสริมที่เต็มไปด้วยวิตามินที่คอยดูแลอารมณ์ ป้องกันต้นเหตุแห่งอาการแพนิก ด้วยส่วนผสมดี ๆ อย่าง 5-HTP (ช่วยลดความวิตกกังว), L-Tyrosine (ลดความเครียด), L-Theanine (ตัวเดียวกับที่มีในชาเขียว) , Passion Flower (ลดความกังวล), Ashwagandha
  7. ออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากสุขภาพดีแล้ว การออกกำลังกายยังคลายเครียด และปล่อยสารเอ็นโดรฟีน (endorphins) ซึ่งช่วยให้ใจสบายและผ่อนคลายความเครียดได้ดีขึ้น